ความต่อเนื่องทางธุรกิจ
RTO / RPO (เป้าหมายเวลาและจุดกู้คืน)
Recovery Time Objective / Recovery Point Objective
RTO is how fast you aim to restore systems; RPO is how much recent data you can afford to lose — together they shape your recovery plan.
เข้าใจ RTO/RPO ด้วยตัวอย่าง
หากระบบล่มตอนเที่ยง แล้ว RTO = 4 ชั่วโมง หมายถึงต้องกลับมาใช้งานได้ภายใน 16:00 และ RPO = 1 ชั่วโมง หมายถึงยอมเสียข้อมูลได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ (จึงต้องสำรองอย่างน้อยทุกชั่วโมง)
นำไปใช้จริง
- จัดลำดับระบบตามผลกระทบต่อธุรกิจ
- ตั้งความถี่ Backup ให้สอดคล้องกับ RPO
- ทดสอบว่ากู้คืนได้ทันตาม RTO ที่ตั้งไว้
ทำไมบริษัทประกันถึงถามเรื่องนี้
RTO/RPO สะท้อนว่าองค์กรจะหยุดชะงักนานแค่ไหนเมื่อเกิดเหตุ ซึ่งเชื่อมโดยตรงกับความคุ้มครอง Business Interruption บริษัทประกันใช้ประเมินระยะเวลาชดเชยและวงเงิน องค์กรที่ตั้งค่าและทดสอบ RTO/RPO ได้จริงจะพิสูจน์ว่าฟื้นตัวเร็วและเสียหายน้อยกว่า
เช็คตัวเอง
องค์กรของคุณกำหนดไว้หรือยังว่าระบบสำคัญต้องกู้คืนภายในกี่ชั่วโมง (RTO) และยอมสูญเสียข้อมูลย้อนหลังได้ไม่เกินเท่าไร (RPO)?
ทำแบบประเมินความพร้อม 18 ข้อคำถามที่พบบ่อย
RTO กับ RPO ต่างกันอย่างไร
RTO คือ 'รอได้นานแค่ไหนกว่าระบบจะกลับมา' ส่วน RPO คือ 'ยอมเสียข้อมูลล่าสุดได้แค่ไหน' เช่น RPO 1 ชั่วโมงหมายถึงต้องสำรองข้อมูลอย่างน้อยทุกชั่วโมง
SME ควรตั้งค่า RTO/RPO เท่าไร
ขึ้นกับความสำคัญของระบบ ระบบที่หยุดแล้วธุรกิจเดินต่อไม่ได้ควรมี RTO/RPO สั้น ส่วนระบบรองอาจยอมได้นานกว่า ควรจัดลำดับตามผลกระทบต่อธุรกิจ
RTO/RPO เกี่ยวกับ Backup อย่างไร
RPO กำหนดความถี่ในการสำรองข้อมูล ส่วน RTO กำหนดว่าต้องกู้คืนได้เร็วแค่ไหน การออกแบบ Backup และ DRP ต้องสอดคล้องกับค่าทั้งสองนี้